น.ส รุ่งทิวา นามเพ็ง เลขทะเบียน 5001203027 C2/2
ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ ลงนามร่วมโครงการ ASEAN Linkage กลุ่มอาเซียน เป็นสมาชิกลำดับที่ 6 เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน และจัดตั้งกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ ASEAN Bulletin Board เป็นแหล่งรวมข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ดึงนักลงทุนต่างประเทศ วานนี้ (15 ก.ย.52) การประชุมผู้บริหารสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN Exchanges CEOs' Meeting) ครั้งที่ 9 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน 5 ตลาด คือตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการเข้าร่วมโครงการ ASEAN Linkage (Accession Agreement) กับตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เพื่อเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 6 ซึ่งโครงการ ASEAN Linkage เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 5 แห่ง ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ( MoU ) เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 52 ณ กรุงเทพมหานคร เป็นความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนอาเซียน ผ่านการเชื่อมโยงระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงจัดตั้งกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Bulletin Board) ที่จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ที่น่าสนใจของภูมิภาคนี้ ดาโต๊ะ ยูสลิ โมฮัมมัด ยูซอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ ASEAN Linkage ของตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เป็นการยืนยันความสำเร็จของความร่วมมือระดับภูมิภาคความร่วมมือภายใต้ ASEANLinkage นี้จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อความสะดวกแก่นักลงทุนผ่านช่องทางการเชื่อมโยงที่ง่ายและประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งขนาดของเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของอาเซียนทั้งกลุ่ม จะช่วยยกระดับและเพิ่มความสำคัญให้กับตลาดหลักทรัพย์อาเซียนโดยรวม นางแพง เผ โต่ง ตัม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์กล่าวว่าตั้งแต่โครงการ ASEAN Linkage เริ่มดำเนินงานมา 2 ปีที่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์มีส่วนร่วมพัฒนาการโครงการมาโดยตลอด และวันนี้ได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ เชื่อว่าความร่วมมือในกลุ่มอาเซียนครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะหล่อหลอมจุดเด่น และความหลากหลายในแต่ละตลาดหลักทรัพย์เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์อาเซียนให้แข็งแกร่งมากขึ้น นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยินดียิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์เข้าร่วมโครงการ ASEAN Linkage แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์และตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้ร่วมมือในระดับทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ซึ่งความร่วมมือในระดับภูมิภาคภายใต้กรอบ ASEAN Linkage นี้ จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กรไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เพื่อผลประโยชน์และพัฒนาการที่สำคัญร่วมกันต่อไป
คำถาม
1.ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน 5 ตลาด ได้อก่อะไรบ้าง
2.ตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 5 แห่ง ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ( MoU ) ณ กรุงเทพมหานคร เป็นความร่วม
มือในระดับภูมิภาค เพื่ออะไร
3.โครงการ ASEAN Linkage เริ่มดำเนินงานมาแล้วกี่ปี
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
กองทุนฟื้นฟูออกบอนด์ขายธปท.
จัดทำโดย น.ส. เบญจมาศ เงินลำยอง C2/2 ID 5001203029
นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่อรีไฟแนนซ์พันธบัตรเดิม ซึ่งเป็นพันธบัตรที่ออกชดเชยความเสียหายของกองทุน 1.4 ล้านล้านบาท จะจำหน่ายให้กับ ธปท.เพื่อนำเงินมาชำระให้กับผู้ถือพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนพ.ย.นี้ วงเงินประมาณ 43,000 ล้านบาทนางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ธปท. กล่าวว่า รูปแบบการออกพันธบัตรและวงเงินจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะก่อน เพื่อไม่ให้การออกพันธบัตรชุดนี้กระทบต่อแผนการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังในอนาคตนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สำหรับพันธบัตรที่กองทุนไม่ได้ออกขายให้ประชาชนถือเป็นการเปิดช่องให้รัฐสามารถออกพันธบัตรมาขายในตลาดได้อีก เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอีกมาก ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันสังคมก็ยังมีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง แต่รัฐต้องดูจังหวะเวลาการออกพันธบัตรให้ดี เพื่อไม่ให้ออกมาแข่งกันเองรายงานข่าวเปิดเผยว่า คาดว่าพันธบัตรที่จะออกมาอาจมีอายุ 3-4 ปี วงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่ครบกำหนดเวลาไถ่ถอนในอีก 2 ปีข้างหน้า และแผนการออกพันธบัตรต้องทันกับเวลาที่กองทุนต้องปิดตัวลงในปี "56
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่ออะไร
2.พันธบัตรที่จะออกมามีอายุกี่ปี
3.แผนการออกพันธบัตรจะปิดตัวลงในปีใด
นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่อรีไฟแนนซ์พันธบัตรเดิม ซึ่งเป็นพันธบัตรที่ออกชดเชยความเสียหายของกองทุน 1.4 ล้านล้านบาท จะจำหน่ายให้กับ ธปท.เพื่อนำเงินมาชำระให้กับผู้ถือพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนพ.ย.นี้ วงเงินประมาณ 43,000 ล้านบาทนางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ธปท. กล่าวว่า รูปแบบการออกพันธบัตรและวงเงินจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะก่อน เพื่อไม่ให้การออกพันธบัตรชุดนี้กระทบต่อแผนการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังในอนาคตนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สำหรับพันธบัตรที่กองทุนไม่ได้ออกขายให้ประชาชนถือเป็นการเปิดช่องให้รัฐสามารถออกพันธบัตรมาขายในตลาดได้อีก เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอีกมาก ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันสังคมก็ยังมีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง แต่รัฐต้องดูจังหวะเวลาการออกพันธบัตรให้ดี เพื่อไม่ให้ออกมาแข่งกันเองรายงานข่าวเปิดเผยว่า คาดว่าพันธบัตรที่จะออกมาอาจมีอายุ 3-4 ปี วงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่ครบกำหนดเวลาไถ่ถอนในอีก 2 ปีข้างหน้า และแผนการออกพันธบัตรต้องทันกับเวลาที่กองทุนต้องปิดตัวลงในปี "56
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่ออะไร
2.พันธบัตรที่จะออกมามีอายุกี่ปี
3.แผนการออกพันธบัตรจะปิดตัวลงในปีใด
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
ศก.ไทยฟื้นตัวชัดเจน แบงก์ชาติยัน “จีดีพี” Q3 ติดลบแค่ 2.6%
จัดทำโดย น.ส เบญจมาศ เงินลำยอง ID.5001203029 C2/2
เผยสัญญาณ ศก.ไทย ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น มั่นใจ “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละ 2.6 แต่การฟื้นตัว ยังคงเปราะบาง โดยมีตัวเลขสะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชน-ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ยังอยู่ในระดับต่ำ
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม 2552 โดยระบุว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 2 โดยเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจทุกตัวปรับดีขึ้นทั้งหมด ทำให้การหดตัวของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลง โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2552 โดยจะติดลบประมาณร้อยละ 2.6 ถือว่าดีขึ้น หากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ติดลบร้อยละ 4.9 แต่หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2551 จีดีพีติดลบประมาณร้อยละ 4 ทั้งนี้ แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะมีการฟื้นตัวจริงหรือไม่ และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนโดยเฉพาะจากภาคเอกชนให้เริ่มการลงทุนได้ตามคาด เพราะขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนยังอยู่ในอัตราต่ำ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือน กรกฎาคม 2552 ที่อยู่ร้อยละ 61.6 และปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจยังคงหดตัว นางอมรา กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 45 จากเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 46.3 และยังคงต่ำกว่าระดับ 50 เนื่องจากนักธุรกิจมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ทำให้กำไรของสินค้าลดลง รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่กลับมาเป็นปัจจัยกดดันภาวะเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนถึงร้อยละ 49.2 มีความกังวลสถานการณ์การเมืองมากขึ้น
ที่มา: โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.เผย “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละเท่าไร
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่เท่าไร จากเดือนมิถุนายน
3.ปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจเป็นอย่างไร
เผยสัญญาณ ศก.ไทย ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น มั่นใจ “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละ 2.6 แต่การฟื้นตัว ยังคงเปราะบาง โดยมีตัวเลขสะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชน-ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ยังอยู่ในระดับต่ำ
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม 2552 โดยระบุว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 2 โดยเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจทุกตัวปรับดีขึ้นทั้งหมด ทำให้การหดตัวของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลง โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2552 โดยจะติดลบประมาณร้อยละ 2.6 ถือว่าดีขึ้น หากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ติดลบร้อยละ 4.9 แต่หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2551 จีดีพีติดลบประมาณร้อยละ 4 ทั้งนี้ แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะมีการฟื้นตัวจริงหรือไม่ และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนโดยเฉพาะจากภาคเอกชนให้เริ่มการลงทุนได้ตามคาด เพราะขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนยังอยู่ในอัตราต่ำ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือน กรกฎาคม 2552 ที่อยู่ร้อยละ 61.6 และปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจยังคงหดตัว นางอมรา กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 45 จากเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 46.3 และยังคงต่ำกว่าระดับ 50 เนื่องจากนักธุรกิจมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ทำให้กำไรของสินค้าลดลง รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่กลับมาเป็นปัจจัยกดดันภาวะเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนถึงร้อยละ 49.2 มีความกังวลสถานการณ์การเมืองมากขึ้น
ที่มา: โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.เผย “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละเท่าไร
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่เท่าไร จากเดือนมิถุนายน
3.ปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจเป็นอย่างไร
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ธปท.เผยแบงก์ยอมหั่นสเปรดดอกเบี้ย หวังผลักดันยอดปล่อยสินเชื่อรายใหญ่-เอสเอ็มอี หนุนเศรษฐกิจฟื้น
จัดทำโดย น.ส.สุชีรา ผิวผ่อง ID:5001203011 C 2/2
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินว่า ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2552 ระบบสถาบันการเงินได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดรายได้ (Margin) สำหรับลูกค้าจัดชั้นปกติของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้แคบลง ถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2551 นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆลงเล็กน้อยสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย
อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังไม่ทิ้งมาตรฐานการให้สินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน แม้ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นโดยยังมีความเข้มงวดต่อเนื่องและมากกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ ภาวะธุรกิจ เสถียรภาพการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ที่อาจกระทบต่อความสามารถผ่อนชำระของลูกหนี้ได้
นอกจากนี้ การให้สินเชื่อบัตรเครดิตยังคงเข้มงวด เนื่องจากความสามารถของผู้กู้ยืมในการผ่อนชำระคืนหนี้ลดลง สะท้อนได้จากการชำระหนี้ล่าช้าและยอดยกเลิกบัตรของลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน 90 วันเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อครัวเรือนอื่นๆเริ่มทรงตัว และผ่อนคลายกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสก่อน จากเหตุผลสำคัญมาจากการแข่งขันที่มากขึ้นทั้งจากสถาบันการเงินที่ไม่ใช้ธนาคารพาณิชย์(Non bank)และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
"มาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจโดยรวมยังคงเข้มงวด แต่ผ่อนคลายมากกว่าไตรมาสก่อน สะท้อนความเสี่ยงการทำธุรกิจสถาบันการเงินที่ปรับตัวดีขึ้น เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในบางอุตสาหกรรมจากคำสั่งซื้อที่กลับเข้ามา โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์"
อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2 ของปีนี้ ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมลดลงจากไตรมาส 1 ของปีนี้ โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงตามความต้องการผลิตสินค้าคงคลัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและความต้องการการเงินทุนหมุนเวียนเริ่มทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนเอกชน สะท้อนว่าเศรษฐกิจน่าจะเข้าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว
ขณะที่แนวโน้มภาวะสินเชื่อในไตรมาส 3 ของปีนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อทุกประเภทจะยังคงเข้มงวด จากความกังวลคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนยังคงอ่อนไหวในภาวการณ์เติบโตเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง
ส่วนความต้องการให้สินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากธุรกิเอสเอ็มอี โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะจากแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตคาดว่าจะลดลงจากความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของผู้กู้ที่ลดลง
คำถาม
1. ผลการสำรวจสภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ธปท. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
2. เหตุใดที่ทำให้มาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความเข้มงวดขึ้นมากกว่าไตรมาสก่อน?
3. ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและความต้องการการเงินทุนหมุนเวียนเริ่มทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนเอกชน สะท้อนให้เห็นสิ่งใด?
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินว่า ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2552 ระบบสถาบันการเงินได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดรายได้ (Margin) สำหรับลูกค้าจัดชั้นปกติของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้แคบลง ถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2551 นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆลงเล็กน้อยสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย
อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังไม่ทิ้งมาตรฐานการให้สินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน แม้ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นโดยยังมีความเข้มงวดต่อเนื่องและมากกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ ภาวะธุรกิจ เสถียรภาพการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ที่อาจกระทบต่อความสามารถผ่อนชำระของลูกหนี้ได้
นอกจากนี้ การให้สินเชื่อบัตรเครดิตยังคงเข้มงวด เนื่องจากความสามารถของผู้กู้ยืมในการผ่อนชำระคืนหนี้ลดลง สะท้อนได้จากการชำระหนี้ล่าช้าและยอดยกเลิกบัตรของลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน 90 วันเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อครัวเรือนอื่นๆเริ่มทรงตัว และผ่อนคลายกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสก่อน จากเหตุผลสำคัญมาจากการแข่งขันที่มากขึ้นทั้งจากสถาบันการเงินที่ไม่ใช้ธนาคารพาณิชย์(Non bank)และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
"มาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจโดยรวมยังคงเข้มงวด แต่ผ่อนคลายมากกว่าไตรมาสก่อน สะท้อนความเสี่ยงการทำธุรกิจสถาบันการเงินที่ปรับตัวดีขึ้น เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในบางอุตสาหกรรมจากคำสั่งซื้อที่กลับเข้ามา โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์"
อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2 ของปีนี้ ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมลดลงจากไตรมาส 1 ของปีนี้ โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงตามความต้องการผลิตสินค้าคงคลัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและความต้องการการเงินทุนหมุนเวียนเริ่มทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนเอกชน สะท้อนว่าเศรษฐกิจน่าจะเข้าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว
ขณะที่แนวโน้มภาวะสินเชื่อในไตรมาส 3 ของปีนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อทุกประเภทจะยังคงเข้มงวด จากความกังวลคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนยังคงอ่อนไหวในภาวการณ์เติบโตเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง
ส่วนความต้องการให้สินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากธุรกิเอสเอ็มอี โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะจากแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตคาดว่าจะลดลงจากความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของผู้กู้ที่ลดลง
คำถาม
1. ผลการสำรวจสภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ธปท. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
2. เหตุใดที่ทำให้มาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความเข้มงวดขึ้นมากกว่าไตรมาสก่อน?
3. ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและความต้องการการเงินทุนหมุนเวียนเริ่มทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนเอกชน สะท้อนให้เห็นสิ่งใด?
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ครม.ไฟเขียวกระทรวงการคลังกู้เงินในประเทศล็อตแรก 3 หมื่นล้านบาท อายุ 10 ปี ลงทุนตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2
จัดทำโดย น.ส.สุชีรา ผิวผ่อง ID.5001203011 C 2/2
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 10 ปี เพื่อนำไปใช้ในโครงการลงทุนตามเเผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) จากฐานข้อมูลที่ได้ลงในระบบ E-Budgeting ที่มีวงเงินลงทุน 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินต่อจากการที่กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทไปแล้ว
ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์นั้น อยากให้มีการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขการกู้เงินแบบพิเศษ เนื่องจากการกู้เงินของกระทรวงการคลังถือว่าไม่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ภายใต้กรอบเงินกู้ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินรวม 8 แสนล้านบาท กระทรวงการคลังควรจะวางกรอบแผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ดังกล่าวรายงานให้ครม.รับทราบอย่างชัดเจนก่อน
นายวัชระ กล่าวว่า ครม.ได้รับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด จำนวน 3 รุ่น วงเงิน 41,700 ล้านบาท ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 49 จำนวน 24,500 ล้านบาท, พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 50 (ครั้งที่ 3) วงเงิน 6,700 ล้านบาท และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 50 (ครั้งที่4) วงเงิน 10,500 ล้านบาท
กระทรวงการคลังได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินพันธบัตรทั้ง 3 รุ่น จำนวน 11,700 ล้านบาท และกระทรวงการคลังจะได้ปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาล จำนวน 30,000 ล้านบาทต่อไป
คำถาม
1. เงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้กู้จากธนาคารพาณิชย์ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ประเภทใด?
2. กระทรวงการคลังต้องการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขใดจากธนาคารพาณิชย์ และเพราะเหตุใด?
3. กรอบเงินกู้ตาม พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ให้อำนาจใดแก่กระทรวงพาณิชย์?
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 10 ปี เพื่อนำไปใช้ในโครงการลงทุนตามเเผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) จากฐานข้อมูลที่ได้ลงในระบบ E-Budgeting ที่มีวงเงินลงทุน 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินต่อจากการที่กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทไปแล้ว
ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์นั้น อยากให้มีการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขการกู้เงินแบบพิเศษ เนื่องจากการกู้เงินของกระทรวงการคลังถือว่าไม่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ภายใต้กรอบเงินกู้ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินรวม 8 แสนล้านบาท กระทรวงการคลังควรจะวางกรอบแผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ดังกล่าวรายงานให้ครม.รับทราบอย่างชัดเจนก่อน
นายวัชระ กล่าวว่า ครม.ได้รับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด จำนวน 3 รุ่น วงเงิน 41,700 ล้านบาท ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 49 จำนวน 24,500 ล้านบาท, พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 50 (ครั้งที่ 3) วงเงิน 6,700 ล้านบาท และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 50 (ครั้งที่4) วงเงิน 10,500 ล้านบาท
กระทรวงการคลังได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินพันธบัตรทั้ง 3 รุ่น จำนวน 11,700 ล้านบาท และกระทรวงการคลังจะได้ปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาล จำนวน 30,000 ล้านบาทต่อไป
คำถาม
1. เงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้กู้จากธนาคารพาณิชย์ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ประเภทใด?
2. กระทรวงการคลังต้องการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขใดจากธนาคารพาณิชย์ และเพราะเหตุใด?
3. กรอบเงินกู้ตาม พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ให้อำนาจใดแก่กระทรวงพาณิชย์?
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
กบข. ชี้การลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกหนึ่งสู้อัตราเงินเฟ้อ ช่วยเพิ่มค่าเงินออมในระยะยาวที่ดี ยันที่ผ่านมาการลงทุนเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย
จัดทำบทความโดย
น.ส.จิราวรรณ ขวัญเรือน ID.5001203020 C 2/2
นางสาว วริยา ว่องปรีชารองเลขาธิการสายบริหารงานสมาชิก รักษาการ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่ากลยุทธ์ในการบริหารเงินออมระยะยาวนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์และนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับการออมระยะยาวเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ให้น้ำหนักกับการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป การพยายามลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้มากที่สุด การหาดอกผลเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพื่อที่สามารถชนะเงินเฟ้อในระยะยาว และระยะเวลาในการออมหรือระยะเวลาที่จะขอคืนเงินดังกล่าวออกไป
นอกจากนี้ การดำเนินการของ กบข.ที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่กำหนดไว้ว่า ในการบริหารเงินลงทุนของ กบข. ส่วนของสมาชิกนั้นให้แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และ อีกไม่เกินร้อยละ 40 สามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน
สำหรับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและได้ผลตอบแทนที่มั่นคง แต่ด้วยผลตอบแทน ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-3 ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการออมและสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาวได้ ดังนั้น การลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนทางเลือกอื่นๆ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มค่าเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกได้
ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันนั้นอยู่ที่ร้อยละ 74.4 ตราสารหนี้ต่างประเทศร้อยละ 4.8 อสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ที่ร้อยละ 4.1 การลงทุนทางเลือกอื่นๆ อยู่ร้อยละ 3.2 ตราสารทุนไทยร้อยละ 7.7 ตราสารทุนต่างประเทศร้อยละ 4.8 ซึ่งถือเป็นการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและให้ผลตอบแทนที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานตลอด 11 ปีที่ผ่านมา หาก กบข.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนที่ได้รับเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3.81 แต่ด้วยการกระจายสินทรัพย์ไปลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์และทางเลือกการลงทุนอื่นๆ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา กบข.สามารถหาผลตอบแทนได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉลี่ยผลตอบแทนจากการลงทุนในทุกสินทรัพย์ของ กบข. นั้นอยู่ที่ร้อยละ 7.04 ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.26 ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงที่บั่นทอนค่าของเงิน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงของกองทุนการออมเพื่อวัยเกษียณ
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1.การดำเนินการของ กบข. ที่ผ่านมาเป็นไปตามพระราชบัญญัติใด
2.การบริหารเงินลงทุนของ กบข. ส่วนของสมาชิกคืออะไร
3.สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันอยู่ร้อยละเท่าใด
น.ส.จิราวรรณ ขวัญเรือน ID.5001203020 C 2/2
นางสาว วริยา ว่องปรีชารองเลขาธิการสายบริหารงานสมาชิก รักษาการ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่ากลยุทธ์ในการบริหารเงินออมระยะยาวนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์และนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับการออมระยะยาวเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ให้น้ำหนักกับการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป การพยายามลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้มากที่สุด การหาดอกผลเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพื่อที่สามารถชนะเงินเฟ้อในระยะยาว และระยะเวลาในการออมหรือระยะเวลาที่จะขอคืนเงินดังกล่าวออกไป
นอกจากนี้ การดำเนินการของ กบข.ที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่กำหนดไว้ว่า ในการบริหารเงินลงทุนของ กบข. ส่วนของสมาชิกนั้นให้แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และ อีกไม่เกินร้อยละ 40 สามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน
สำหรับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและได้ผลตอบแทนที่มั่นคง แต่ด้วยผลตอบแทน ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-3 ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการออมและสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาวได้ ดังนั้น การลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนทางเลือกอื่นๆ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มค่าเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกได้
ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันนั้นอยู่ที่ร้อยละ 74.4 ตราสารหนี้ต่างประเทศร้อยละ 4.8 อสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ที่ร้อยละ 4.1 การลงทุนทางเลือกอื่นๆ อยู่ร้อยละ 3.2 ตราสารทุนไทยร้อยละ 7.7 ตราสารทุนต่างประเทศร้อยละ 4.8 ซึ่งถือเป็นการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและให้ผลตอบแทนที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานตลอด 11 ปีที่ผ่านมา หาก กบข.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนที่ได้รับเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3.81 แต่ด้วยการกระจายสินทรัพย์ไปลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์และทางเลือกการลงทุนอื่นๆ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา กบข.สามารถหาผลตอบแทนได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉลี่ยผลตอบแทนจากการลงทุนในทุกสินทรัพย์ของ กบข. นั้นอยู่ที่ร้อยละ 7.04 ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.26 ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงที่บั่นทอนค่าของเงิน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงของกองทุนการออมเพื่อวัยเกษียณ
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1.การดำเนินการของ กบข. ที่ผ่านมาเป็นไปตามพระราชบัญญัติใด
2.การบริหารเงินลงทุนของ กบข. ส่วนของสมาชิกคืออะไร
3.สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันอยู่ร้อยละเท่าใด
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
กสิกรไทยชี้ศก.ยังไม่ฟื้นคาดGDPไตรมาส2ติดลบ5.6-7%
จัดทำบทความโดย น.ส จิราวรรณ ขวัญเรือน ID.5001203020 C2/2
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้สัญญาณการฟื้นตัวเดือนพ.ค.ยังไม่ชัดเจน คาดไตรมาส 2 เศรษฐกิจติดลบประมาณ 5.6-7.0%ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2552 ของธปท. บ่งชี้ว่ายังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาเชิงบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับการส่งออกบ้างแล้วก็ตามโดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 5.0 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 5.3 ในไตรมาส 1/2552) การลงทุนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 16.4 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 16.1 ในไตรมาส 1/2552) การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 9.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 18.5 ในไตรมาส 1/2552) ในขณะที่ การส่งออกหดตัวร้อยละ 25.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 19.9 ในไตรมาส 1/2552)จากข้อมูลดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความรุนแรงของเศรษฐกิจจะน้อยกว่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก โดยอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 อาจอยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0% หลังจากที่หดตัว 7.1% ในไตรมาส 1/2552 โดยเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนยังคงรอแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐ และความต่อเนื่องของสัญญาณเชิงบวกจากเศรษฐกิจคู่ค้าในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าน่าที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป คำถาม1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้
2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ
3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้สัญญาณการฟื้นตัวเดือนพ.ค.ยังไม่ชัดเจน คาดไตรมาส 2 เศรษฐกิจติดลบประมาณ 5.6-7.0%ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2552 ของธปท. บ่งชี้ว่ายังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาเชิงบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับการส่งออกบ้างแล้วก็ตามโดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 5.0 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 5.3 ในไตรมาส 1/2552) การลงทุนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 16.4 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 16.1 ในไตรมาส 1/2552) การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 9.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 18.5 ในไตรมาส 1/2552) ในขณะที่ การส่งออกหดตัวร้อยละ 25.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 19.9 ในไตรมาส 1/2552)จากข้อมูลดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความรุนแรงของเศรษฐกิจจะน้อยกว่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก โดยอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 อาจอยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0% หลังจากที่หดตัว 7.1% ในไตรมาส 1/2552 โดยเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนยังคงรอแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐ และความต่อเนื่องของสัญญาณเชิงบวกจากเศรษฐกิจคู่ค้าในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าน่าที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป คำถาม1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้
2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ
3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
