จัดทำบทความโดย
น.ส.จิราวรรณ ขวัญเรือน ID.5001203020 C 2/2
นางสาว วริยา ว่องปรีชารองเลขาธิการสายบริหารงานสมาชิก รักษาการ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่ากลยุทธ์ในการบริหารเงินออมระยะยาวนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์และนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับการออมระยะยาวเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ให้น้ำหนักกับการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป การพยายามลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้มากที่สุด การหาดอกผลเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพื่อที่สามารถชนะเงินเฟ้อในระยะยาว และระยะเวลาในการออมหรือระยะเวลาที่จะขอคืนเงินดังกล่าวออกไป
นอกจากนี้ การดำเนินการของ กบข.ที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่กำหนดไว้ว่า ในการบริหารเงินลงทุนของ กบข. ส่วนของสมาชิกนั้นให้แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และ อีกไม่เกินร้อยละ 40 สามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน
สำหรับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและได้ผลตอบแทนที่มั่นคง แต่ด้วยผลตอบแทน ในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-3 ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการออมและสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อในระยะยาวได้ ดังนั้น การลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนทางเลือกอื่นๆ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มค่าเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกได้
ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันนั้นอยู่ที่ร้อยละ 74.4 ตราสารหนี้ต่างประเทศร้อยละ 4.8 อสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ที่ร้อยละ 4.1 การลงทุนทางเลือกอื่นๆ อยู่ร้อยละ 3.2 ตราสารทุนไทยร้อยละ 7.7 ตราสารทุนต่างประเทศร้อยละ 4.8 ซึ่งถือเป็นการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและให้ผลตอบแทนที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานตลอด 11 ปีที่ผ่านมา หาก กบข.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนที่ได้รับเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3.81 แต่ด้วยการกระจายสินทรัพย์ไปลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์และทางเลือกการลงทุนอื่นๆ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา กบข.สามารถหาผลตอบแทนได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉลี่ยผลตอบแทนจากการลงทุนในทุกสินทรัพย์ของ กบข. นั้นอยู่ที่ร้อยละ 7.04 ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.26 ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงที่บั่นทอนค่าของเงิน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงของกองทุนการออมเพื่อวัยเกษียณ
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1.การดำเนินการของ กบข. ที่ผ่านมาเป็นไปตามพระราชบัญญัติใด
2.การบริหารเงินลงทุนของ กบข. ส่วนของสมาชิกคืออะไร
3.สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันอยู่ร้อยละเท่าใด
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
กสิกรไทยชี้ศก.ยังไม่ฟื้นคาดGDPไตรมาส2ติดลบ5.6-7%
จัดทำบทความโดย น.ส จิราวรรณ ขวัญเรือน ID.5001203020 C2/2
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้สัญญาณการฟื้นตัวเดือนพ.ค.ยังไม่ชัดเจน คาดไตรมาส 2 เศรษฐกิจติดลบประมาณ 5.6-7.0%ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2552 ของธปท. บ่งชี้ว่ายังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาเชิงบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับการส่งออกบ้างแล้วก็ตามโดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 5.0 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 5.3 ในไตรมาส 1/2552) การลงทุนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 16.4 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 16.1 ในไตรมาส 1/2552) การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 9.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 18.5 ในไตรมาส 1/2552) ในขณะที่ การส่งออกหดตัวร้อยละ 25.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 19.9 ในไตรมาส 1/2552)จากข้อมูลดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความรุนแรงของเศรษฐกิจจะน้อยกว่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก โดยอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 อาจอยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0% หลังจากที่หดตัว 7.1% ในไตรมาส 1/2552 โดยเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนยังคงรอแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐ และความต่อเนื่องของสัญญาณเชิงบวกจากเศรษฐกิจคู่ค้าในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าน่าที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป คำถาม1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้
2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ
3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้สัญญาณการฟื้นตัวเดือนพ.ค.ยังไม่ชัดเจน คาดไตรมาส 2 เศรษฐกิจติดลบประมาณ 5.6-7.0%ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2552 ของธปท. บ่งชี้ว่ายังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาเชิงบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับการส่งออกบ้างแล้วก็ตามโดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 5.0 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 5.3 ในไตรมาส 1/2552) การลงทุนภาคเอกชนหดตัวร้อยละ 16.4 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 16.1 ในไตรมาส 1/2552) การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 9.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 18.5 ในไตรมาส 1/2552) ในขณะที่ การส่งออกหดตัวร้อยละ 25.9 ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. (เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 19.9 ในไตรมาส 1/2552)จากข้อมูลดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความรุนแรงของเศรษฐกิจจะน้อยกว่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก โดยอัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 อาจอยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0% หลังจากที่หดตัว 7.1% ในไตรมาส 1/2552 โดยเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนยังคงรอแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐ และความต่อเนื่องของสัญญาณเชิงบวกจากเศรษฐกิจคู่ค้าในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าน่าที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป คำถาม1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
ที่มา www.bangkokbiznees.com
คำถาม
1. ศูนย์วิจัยใดที่จัดทำการวิจัยนี้
2. การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณใดทางเศรษฐกิจ
3. การบริโภคของภาคเอกชนหดตัวร้อยละเท่าไร
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
โบรกฯฟันธงบอนด์รัฐไม่ดูดเงินหุ้น คาดเม็ดเงินฝากแบงก์วูบ!
จัดทำโดย นส.พรหมพักตรา ผดุงทรง เลขทะเบียน 5001203022
เรื่อง โบรกฯฟันธงบอนด์รัฐไม่ดูดเงินหุ้น คาดเม็ดเงินฝากแบงก์วูบ!
โบรกเกอร์มั่นใจพันธบัตรไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ไม่มีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก เชื่อเม็ดเงินไหลออกแค่เล็กน้อย เหตุเป็นผู้ลงทุนคนละกลุ่ม และส่วนมากต้องการผลตอบแทนที่สูงในระยะเวลาที่ไม่นาน แต่คาดเม็ดเงินฝากแบงก์วูบ! แทน ชี้ช่วงนี้ตลาดซบเซา-มูลค่าซื้อขายน้อย เพราะรับรู้ข่าวไตรมาส 3 แย่ อีกทั้งตลาดหุ้นต่างประเทศผันผวน จนคนเล่นต้องถือเงินสด เพื่อรอจังหวะ ล่าสุด วานนี้ร่วงลงอีก 3 จุด ตามภูมิภาค
นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบมีอยู่ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูง ดังนั้น การที่รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง (บอนด์) เพื่อต้องการนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำให้สภาพคล่องหายไปบางส่วน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มีผลต่อเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะนักลงทุนส่วนดังกล่าวเป็นคนละกลุ่มกัน
“ปกติส่วนใหญ่ผู้ที่ซื้อบอนด์จะเป็นกลุ่มของนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและผลตอบแทนระยะยาว ส่วนผู้ที่ซื้อขายหลักทรัพย์ไทยมักจะต้องการผลตอบแทนค่อนข้างสูงจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และสามารถรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจึงมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะดูดเงินจากตลาดหุ้นไทยมากนัก”
เช่นเดียวกับ นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคที ซิมิโก้ จำกัด กล่าวถึงบรรยากาศการซื้อพันธบัตรของประชาชน รวมถึงเรื่องที่กองทุนฟื้นฟูและภาคเอกชนอีกหลายแห่งเตรียมจะออกตาม ว่า อาจส่งผลกระทบต่อเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์บ้างเล็กน้อย เพราะภาพรวมตลาดหุ้นไทยปัจจุบันถือว่าไม่ดี จึงคาดว่าจะมีนักลงทุนบางส่วนหันไปลงทุนประเภท แต่ก็คงไม่มากนัก เพราะการลงทุนแบบดังกล่าวจำเป็นต้องลงทุนระยะยาว ซึ่งต่างจากการซื้อขายหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนระยะสั้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นได้ รวมทั้ง ประเมินว่านักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่ระหว่างรอดูราคาหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีปรับตัวต่ำลง เพื่อรอโอกาสทยอยเก็บหุ้นราคาถูกเข้าพอร์ตของตนเอง
รวมถึง นายอภิสิทธิ์ ลิมศุภนาค ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายหลักทรัพย์ บล.บีฟิท จำกัด (มหาชน) หรือ BSEC กล่าวให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่า แม้พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลจะได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก แต่ก็มองว่าคงไม่น่าส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์มากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนดังกล่าวจะเป็นกลุ่มของผู้ฝากเงินกับธนาคารพณิชย์ที่โยกเงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลหลังอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ
นักวิเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า ว่า แม้วานนี้ (13 ก.ค.) จะเป็นวันแรกของการเปิดขายพันธบัตร โดยผู้สูงอายุได้ใช้สิทธิ์ก่อนและมีดีมานด์ที่สูงจนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเพิ่มสัดส่วนวงเงินจากเดิม 1.5 หมื่นล้าน เป็น 3 หมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างที่หลายฝ่ายกังวลแน่นอน เนื่องจาก ผู้ซื้อพันธบัตรส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนคนละกลุ่มกับผู้ลงทุนในตลาดหุ้น หรือแม้ว่าจะมีผู้ลงทุนจากตลาดหุ้นปรับลดพอร์ตการลงทุนโดยโยกสินทรัพย์ไปเป็นพันธบัตรของรัฐบาลแทน แต่ก็จะเป็นเพียงเม็ดเงินส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนเท่านั้น ซึ่งหายากมากหาจะมีนักลงทุนสักรายที่ขายหุ้นออกจากพอร์ตจนหมด และนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรใหม่นี้เพียงอย่างเดียว อีกทั้งที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทรัพย์ไทยล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตามตลาดหุ้นอื่นๆ ในต่างประเทศมากกว่า
โดย ผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ ส่วนมากน่าจะมากจากเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ เนื่องอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงหันมาลงทุนผ่านพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น และมีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในลักษณะนี้ต้องใช้ระยะเวลานาน ต่างจากผู้ลงทุนในหุ้นที่จะยอมรับความเสี่ยง จากการลงทุนที่สูงได้ เพราะต้องการผลตอบแทนกลับคืนในระดับสูง โดยใช้ระยะเวลาไม่มาก และหากดัชนีหุ้นมีการฟื้นตัวดีขึ้น ก็อาจสูญเสียโอกาสไปได้เช่นกัน ถ้าเงินส่วนหนึ่งมาติดอยู่ในพันธบัตรระยะยาว
“คนไทยส่วนมากยังไม่ชื่นชอบ หรือยังไม่รู้จักการลงทุนในหุ้นดี ทุกวันนี้ผู้ลงทุนในหุ้นก็เป็นเพียงกลุ่มหนึ่งในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากหากเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ หากจะถามว่าแล้วเม็ดเงินจากส่วนไหนที่หายไปเพราะพันธบัตรรัฐ ก็ต้องบอกว่าน่าจะเป็นเงินที่ฝากออมไว้กับธนาคารต่างๆมากกว่า เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก”
ส่วนกรณีที่ในอนาคตอันใกล้ จะเริ่มพันธบัตรอื่นๆ เช่น ของกองทุนฟื้นฟูฯออกมาขายอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และบอนด์เอกชนอีกหลายราย มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาทออกมาเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีของนักลงทุนในด้านช่องทางในการลงทุน แต่ก็ควรพิจารณาถึงผลตอบแทน กับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการลงทุนด้วย นอกจากนี้ เชื่อว่า นักลงทุนได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการออกขายพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้นกู้ ของภาครัฐและเอกชนมามากแล้ว ทำให้สามารถทำความเข้าใจกับเรื่องดังกล่าวได้ดี ดังนั้นเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก เพียงแต่ช่วงนี้ที่เม็ดเงินการซื้อขายหุ้นลดน้อยลง เพราะทุกคนรับรู้ข่าวว่าตลาดหุ้นไทยในไตรมาส3/52 นี้ไม่ดีเท่าไร จึงมีการชะลอการลงทุนไปบ้างเพื่อดูความคืบหน้า หรือความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ที่เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามเท่านั้น
**หุ้นวานนี้ลดลง 3.48 จุดตามภูมิภาค
ด้านดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (13 ก.ค.) ปิดที่ 562.55 จุด ลดลง 3.48 จุด หรือ -0.61% มูลค่าการซื้อขาย 10,564 ล้านบาท โดย นายถนอมศักดิ์ สหรัตนชัย ผู้บังคับบัญชา สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน กล่าวว่า เป็นการปรับตัวลงตามภูมิภาค ซึ่งวอลุ่มซื้อขายที่บางมากนั้น เพราะคนส่วนใหญ่จะ wait and see ว่า จะหลุด 561 จุดหรือไม่หลุด และรอผล Earnings Results ของไตรมาส 2/52 และกลุ่มที่ช่วยหนุนดัชนีวานนี้น่าจะเป็นหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่เริ่มมีรีบาวน์บ้างแล้ว
ขณะที่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายหลักทรัพย์ บล.บีฟิท ให้ความเห็นว่า วานนี้ดัชนีค่อนข้างซบเซา สอดคล้องกับตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นผลจากความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะตัวเลขอัตราการว่างสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าหลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ รวมถึงราคาน้ำมัน โลกร่วงลงอย่างต่อเนื่องจนต่ำกว่าระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ
“แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยวันนี้น่าจะยังซึมๆ แต่นักลงทุนควรติดตามการตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้งในประเด็นการถือครองหุ้นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ว่า ขัดต่อกฏหมายรัฐธรรมนูญจนอาจต้องพ้นสภาพจากความเป็นการเป็น ส.ส หรือรัฐมนตรีหรือไม่ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่วนกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ควรชะลอการลงทุนเพื่อถือเงินสดไว้ในมือ โดยให้กรอบแนวรับที่ 550 จุด และแนวต้านที่ 565-570 จุด”
ที่มา : http://www.valuba.com/go/view/596896.html โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1.รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง (บอนด์) เพื่ออะไร
2.พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากอะไร
3.ผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ ส่วนมากน่าจะมาจาก
*หมายเหตุ -บทความนี้ได้ลงก่อนกำหนดการที่ส่งให้อาจารย์ซึ่งก็คือ วันที่15/07/2552
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
การบริหารความเสี่ยงของตลาดอนุพันธ์
จัดทำบทความโดย นส.พรหมพักตรา ผดุงทรง เลขทะเบียน 5001203022
เรื่อง การบริหารความเสี่ยงของตลาดอนุพันธ์
วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก สถาบันการเงินชั้นนำของโลกในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติการณ์ได้เลย รวมถึงตลาดหุ้นซึ่งเป็นปรอทวัดภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็พากันทรุดลงถ้วนหน้าอย่างน่าใจหาย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลายฝ่ายคาดกันว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวไปเป็นแรมปีทีเดียว คล้ายกับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ประเทศไทยต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่เดิมได้ สำหรับประเทศไทย อาจจะเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับปัญหา Subprime น้อยและอยู่พอในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากไทยเพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสจากผลพวงของวิกฤติเศรฐกิจในปี 2540 ได้ไม่นาน จึงยังไม่แข็งแรงมากนัก ประกอบกับ กฎระเบียบเข้มงวดที่ไม่เอื้อต่อการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ มีเพียงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้นที่เริ่มมีการอนุญาตให้บุคคลธรรมดาไปลงทุนในต่างประเทศโดยผ่านทางกองทุนรวม FIF (Foreign Investment Fund) ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมต่างๆ แม้ว่าโดยรวมแล้วพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาที่ร้ายแรงเช่นเดียวกับอีกในหลายๆประเทศทั่วโลก แต่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศเองกลับส่งผลร้าย อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนกประเทศในเรื่องของความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกับทุกวันนี้
ในช่วงนี้ เครื่องมือทางการเงินที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก แม้ว่าจะไม่ใช่พระเอกก็คืออนุพันธ์ทางการเงิน (Financial Derivatives) ธุรกรรมทางการเงินในสหรัฐอเมริกาเติบโตและทวีความยุ่งยากสลับซับซ้อน จากการที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ออกอนุพันธ์ที่ผูกค่าอยู่กับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท รวมถึงมีการนำอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินไปค้ำประกันความเสี่ยงให้กับตราสารหนี้ แต่เมื่อสถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงเหล่านี้สะดุดขาตนเองล้ม ก็ได้ส่งผลกระทบไปยังสถาบันการเงินอื่นๆทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรปและเอเชีย จนกระทั่งซวนเซกันไปทั่วทั้งโลก รับบาลของหลายๆประเทศได้ประกาศแผนการกู้วิกฤติเพื่ออุ้มสถาบันการเงินของตน เพื่อป้องกันการล่มสลายอย่างต่อเนื่อง
ธุรกรรมการซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงินเหล่านี้เป็นการค้าขายกันเองระหว่างสถาบันการเงิน ที่เรียกว่า ตลาดโอทืซี (Over the Counter Market หรือ OTC) โดยผู้ที่เข้ามาทำธุรกรรมในตลาด OTC จะต้องทำการประเมินเครดิตหรือความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินคู่ค้าหรือคู่สัญญาของตนเอง ซึ่งได้แก่ สถาบันการเงิน กองทุนทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อมีเหตุให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำตามสัญญาหรือล้มไป จะส่งผลให้ตราสารที่ออกไว้ รับรองไว้ หรือค้ำประกันไว้ ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้
นอกจากนี้ ยังมีอนุพันธ์ที่ทำการซื้อขายในตลาดที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือที่เราเรียกกันว่าตลาด Exchange ซึ่งให้บริการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ประเภทต่างๆ หรับในประเทศไทยในปัจจุบันมีสองตลาดที่เป็น Exchange คือ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ที่มีการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ซึ่งมีสินค้าเป็น SET 50 Index Futures และ SET 50 Index Options ซึ่งในปัจจุบันตลาดอนุพันธ์ของไทยจะมีโครงสร้างที่ชัดเจนแยกออกจากตลาดหุ้น ซึ่งต่างจากอนุพันธ์ส่วนใหญ่ในต่างประเทศที่มักจะมีสองตลาดอยู่รวมกัน เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ยุโรปและอเมริกา อย่างไรก็ตาม ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกจะทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต หรือด้านความมั่นคงทางการเงินของบริษัทนายหน้าต่างๆอย่างเข้มงวดเหมือนๆกัน ดังนั้น รายการซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์จึงได้รับการดุแลในเรื่องความเสี่ยงของคู่ค้า (Counterparty Risk) เป็นอย่างดี
ในช่วงนี้ เครื่องมือทางการเงินที่ได้รับการกล่าวถึงกันมาก แม้ว่าจะไม่ใช่พระเอกก็คืออนุพันธ์ทางการเงิน (Financial Derivatives) ธุรกรรมทางการเงินในสหรัฐอเมริกาเติบโตและทวีความยุ่งยากสลับซับซ้อน จากการที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ออกอนุพันธ์ที่ผูกค่าอยู่กับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท รวมถึงมีการนำอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินไปค้ำประกันความเสี่ยงให้กับตราสารหนี้ แต่เมื่อสถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงเหล่านี้สะดุดขาตนเองล้ม ก็ได้ส่งผลกระทบไปยังสถาบันการเงินอื่นๆทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรปและเอเชีย จนกระทั่งซวนเซกันไปทั่วทั้งโลก รับบาลของหลายๆประเทศได้ประกาศแผนการกู้วิกฤติเพื่ออุ้มสถาบันการเงินของตน เพื่อป้องกันการล่มสลายอย่างต่อเนื่อง
ธุรกรรมการซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงินเหล่านี้เป็นการค้าขายกันเองระหว่างสถาบันการเงิน ที่เรียกว่า ตลาดโอทืซี (Over the Counter Market หรือ OTC) โดยผู้ที่เข้ามาทำธุรกรรมในตลาด OTC จะต้องทำการประเมินเครดิตหรือความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินคู่ค้าหรือคู่สัญญาของตนเอง ซึ่งได้แก่ สถาบันการเงิน กองทุนทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อมีเหตุให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำตามสัญญาหรือล้มไป จะส่งผลให้ตราสารที่ออกไว้ รับรองไว้ หรือค้ำประกันไว้ ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้
นอกจากนี้ ยังมีอนุพันธ์ที่ทำการซื้อขายในตลาดที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือที่เราเรียกกันว่าตลาด Exchange ซึ่งให้บริการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ประเภทต่างๆ หรับในประเทศไทยในปัจจุบันมีสองตลาดที่เป็น Exchange คือ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ที่มีการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ซึ่งมีสินค้าเป็น SET 50 Index Futures และ SET 50 Index Options ซึ่งในปัจจุบันตลาดอนุพันธ์ของไทยจะมีโครงสร้างที่ชัดเจนแยกออกจากตลาดหุ้น ซึ่งต่างจากอนุพันธ์ส่วนใหญ่ในต่างประเทศที่มักจะมีสองตลาดอยู่รวมกัน เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ยุโรปและอเมริกา อย่างไรก็ตาม ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกจะทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต หรือด้านความมั่นคงทางการเงินของบริษัทนายหน้าต่างๆอย่างเข้มงวดเหมือนๆกัน ดังนั้น รายการซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์จึงได้รับการดุแลในเรื่องความเสี่ยงของคู่ค้า (Counterparty Risk) เป็นอย่างดี
เนื่องจากสำนักหักบัญชีหรือ Clearing House จะเป็นผู้ค้ำประกันการชำระราคาระหว่างคู่สัญญา ทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินส่วนกำไรอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี การค้ำประกันของสำนักหักบัญชีมิได้หมายความถึงการค้ำประกันว่าผู้ลงทุนจะได้กำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์
นายหน้าซื้อขายอนุพันธ์ที่อยู่ในระบบของ TFEX และในระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะถูกตรวจสอบและประเมินความมั่นคงทางการเงินอยู่ตลอดเวลา โดยบริษัทสมาชิกต้องมีส่วนของทุนไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้และต้องมีสินทรัพย์มาวางไว้เป็นหลักประกันที่บริษัทสำนักหักบัญชี ทั้งนี้ เงินทุนที่บริษัทนายหน้านำมาไว้ในปัจจุบันจะมีอัตราส่วนสูงกว่าที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดไว้ถึงสามเท่าตัว
นายหน้าซื้อขายอนุพันธ์ที่อยู่ในระบบของ TFEX และในระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะถูกตรวจสอบและประเมินความมั่นคงทางการเงินอยู่ตลอดเวลา โดยบริษัทสมาชิกต้องมีส่วนของทุนไม่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้และต้องมีสินทรัพย์มาวางไว้เป็นหลักประกันที่บริษัทสำนักหักบัญชี ทั้งนี้ เงินทุนที่บริษัทนายหน้านำมาไว้ในปัจจุบันจะมีอัตราส่วนสูงกว่าที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดไว้ถึงสามเท่าตัว
นอกจากนี้ ธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาด TFEX จะมีการชำระเงินกันทุกสิ้นวันทำการ และยังมีการประเมินความเสี่ยงในระหว่างวันอีกด้วย นายหน้าซื้อขายรายใดที่มีสัญญาณความเสี่ยงเกิดขึ้นจะถูกเรียกให้นำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มเติมภายในสองชั่วโมงต่อไปของวันทำการนั้นๆ ในปัจจุบันสำนักหักบัญชีมีเงินประกันทั้งหมดสูงกว่า 2,000 ล้านบาท
ตลาดอนุพันธ์และสำนักหักบัญชีจึงมีความมั่นใจในระบบงานด้านการบริหารความเสี่ยงที่จะสามารถดุแลความมั่นคงของการซื้อขายและการชำระราคาในระบบของตลาดอนุพันธ์ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก โดยตลาดอนุพันธ์ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งของการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้ที่เข้ามาซื้อขาย และสร้างความมั่นใจในระบบของตลาดอนุพันธ์ว่ามีการบริหารจัดการด้านเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเกิดวิกฤติในตลาด OTC ก็ตาม
ตลาดอนุพันธ์และสำนักหักบัญชีจึงมีความมั่นใจในระบบงานด้านการบริหารความเสี่ยงที่จะสามารถดุแลความมั่นคงของการซื้อขายและการชำระราคาในระบบของตลาดอนุพันธ์ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก โดยตลาดอนุพันธ์ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งของการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้ที่เข้ามาซื้อขาย และสร้างความมั่นใจในระบบของตลาดอนุพันธ์ว่ามีการบริหารจัดการด้านเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเกิดวิกฤติในตลาด OTC ก็ตาม
ที่มา : TSI Investment Wiki
คำถาม
1. ธุรกรรมการซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงินเหล่านี้เป็นการค้าขายกันเองระหว่างสถาบันการเงิน เรียกว่าอะไร
2.ตลาด Exchange คืออะไร
3.ปัจจุบันในไทยมีตลาดExchange อยู่กี่ตลาด อะไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
