จัดทำโดย น.ส.สุชีรา ผิวผ่อง ID:5001203011 C 2/2
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินว่า ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2552 ระบบสถาบันการเงินได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการคิดอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดรายได้ (Margin) สำหรับลูกค้าจัดชั้นปกติของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้แคบลง ถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2551 นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆลงเล็กน้อยสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย
อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังไม่ทิ้งมาตรฐานการให้สินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน แม้ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นโดยยังมีความเข้มงวดต่อเนื่องและมากกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ ภาวะธุรกิจ เสถียรภาพการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ที่อาจกระทบต่อความสามารถผ่อนชำระของลูกหนี้ได้
นอกจากนี้ การให้สินเชื่อบัตรเครดิตยังคงเข้มงวด เนื่องจากความสามารถของผู้กู้ยืมในการผ่อนชำระคืนหนี้ลดลง สะท้อนได้จากการชำระหนี้ล่าช้าและยอดยกเลิกบัตรของลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน 90 วันเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อครัวเรือนอื่นๆเริ่มทรงตัว และผ่อนคลายกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสก่อน จากเหตุผลสำคัญมาจากการแข่งขันที่มากขึ้นทั้งจากสถาบันการเงินที่ไม่ใช้ธนาคารพาณิชย์(Non bank)และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
"มาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจโดยรวมยังคงเข้มงวด แต่ผ่อนคลายมากกว่าไตรมาสก่อน สะท้อนความเสี่ยงการทำธุรกิจสถาบันการเงินที่ปรับตัวดีขึ้น เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในบางอุตสาหกรรมจากคำสั่งซื้อที่กลับเข้ามา โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์"
อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2 ของปีนี้ ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมลดลงจากไตรมาส 1 ของปีนี้ โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงตามความต้องการผลิตสินค้าคงคลัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและความต้องการการเงินทุนหมุนเวียนเริ่มทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนเอกชน สะท้อนว่าเศรษฐกิจน่าจะเข้าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว
ขณะที่แนวโน้มภาวะสินเชื่อในไตรมาส 3 ของปีนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อทุกประเภทจะยังคงเข้มงวด จากความกังวลคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนยังคงอ่อนไหวในภาวการณ์เติบโตเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง
ส่วนความต้องการให้สินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากธุรกิเอสเอ็มอี โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะจากแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตคาดว่าจะลดลงจากความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของผู้กู้ที่ลดลง
คำถาม
1. ผลการสำรวจสภาวะการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ธปท. มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ?
2. เหตุใดที่ทำให้มาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีความเข้มงวดขึ้นมากกว่าไตรมาสก่อน?
3. ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและความต้องการการเงินทุนหมุนเวียนเริ่มทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนเอกชน สะท้อนให้เห็นสิ่งใด?
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ครม.ไฟเขียวกระทรวงการคลังกู้เงินในประเทศล็อตแรก 3 หมื่นล้านบาท อายุ 10 ปี ลงทุนตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2
จัดทำโดย น.ส.สุชีรา ผิวผ่อง ID.5001203011 C 2/2
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 10 ปี เพื่อนำไปใช้ในโครงการลงทุนตามเเผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) จากฐานข้อมูลที่ได้ลงในระบบ E-Budgeting ที่มีวงเงินลงทุน 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินต่อจากการที่กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทไปแล้ว
ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์นั้น อยากให้มีการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขการกู้เงินแบบพิเศษ เนื่องจากการกู้เงินของกระทรวงการคลังถือว่าไม่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ภายใต้กรอบเงินกู้ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินรวม 8 แสนล้านบาท กระทรวงการคลังควรจะวางกรอบแผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ดังกล่าวรายงานให้ครม.รับทราบอย่างชัดเจนก่อน
นายวัชระ กล่าวว่า ครม.ได้รับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด จำนวน 3 รุ่น วงเงิน 41,700 ล้านบาท ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 49 จำนวน 24,500 ล้านบาท, พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 50 (ครั้งที่ 3) วงเงิน 6,700 ล้านบาท และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 50 (ครั้งที่4) วงเงิน 10,500 ล้านบาท
กระทรวงการคลังได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินพันธบัตรทั้ง 3 รุ่น จำนวน 11,700 ล้านบาท และกระทรวงการคลังจะได้ปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาล จำนวน 30,000 ล้านบาทต่อไป
คำถาม
1. เงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้กู้จากธนาคารพาณิชย์ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ประเภทใด?
2. กระทรวงการคลังต้องการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขใดจากธนาคารพาณิชย์ และเพราะเหตุใด?
3. กรอบเงินกู้ตาม พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ให้อำนาจใดแก่กระทรวงพาณิชย์?
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 10 ปี เพื่อนำไปใช้ในโครงการลงทุนตามเเผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) จากฐานข้อมูลที่ได้ลงในระบบ E-Budgeting ที่มีวงเงินลงทุน 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินต่อจากการที่กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทไปแล้ว
ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การที่กระทรวงการคลังจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์นั้น อยากให้มีการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขการกู้เงินแบบพิเศษ เนื่องจากการกู้เงินของกระทรวงการคลังถือว่าไม่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ภายใต้กรอบเงินกู้ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินรวม 8 แสนล้านบาท กระทรวงการคลังควรจะวางกรอบแผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ดังกล่าวรายงานให้ครม.รับทราบอย่างชัดเจนก่อน
นายวัชระ กล่าวว่า ครม.ได้รับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนด จำนวน 3 รุ่น วงเงิน 41,700 ล้านบาท ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 49 จำนวน 24,500 ล้านบาท, พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้งบปี 50 (ครั้งที่ 3) วงเงิน 6,700 ล้านบาท และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 50 (ครั้งที่4) วงเงิน 10,500 ล้านบาท
กระทรวงการคลังได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินพันธบัตรทั้ง 3 รุ่น จำนวน 11,700 ล้านบาท และกระทรวงการคลังจะได้ปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาล จำนวน 30,000 ล้านบาทต่อไป
คำถาม
1. เงินกู้ที่กระทรวงการคลังได้กู้จากธนาคารพาณิชย์ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้ประเภทใด?
2. กระทรวงการคลังต้องการเจรจาเพื่อขอเงื่อนไขใดจากธนาคารพาณิชย์ และเพราะเหตุใด?
3. กรอบเงินกู้ตาม พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ให้อำนาจใดแก่กระทรวงพาณิชย์?
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
