น.ส รุ่งทิวา นามเพ็ง เลขทะเบียน 5001203027 C2/2
ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ ลงนามร่วมโครงการ ASEAN Linkage กลุ่มอาเซียน เป็นสมาชิกลำดับที่ 6 เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน และจัดตั้งกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ ASEAN Bulletin Board เป็นแหล่งรวมข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ดึงนักลงทุนต่างประเทศ วานนี้ (15 ก.ย.52) การประชุมผู้บริหารสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN Exchanges CEOs' Meeting) ครั้งที่ 9 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน 5 ตลาด คือตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการเข้าร่วมโครงการ ASEAN Linkage (Accession Agreement) กับตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เพื่อเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 6 ซึ่งโครงการ ASEAN Linkage เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 5 แห่ง ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ( MoU ) เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 52 ณ กรุงเทพมหานคร เป็นความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนอาเซียน ผ่านการเชื่อมโยงระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงจัดตั้งกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Bulletin Board) ที่จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ที่น่าสนใจของภูมิภาคนี้ ดาโต๊ะ ยูสลิ โมฮัมมัด ยูซอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ ASEAN Linkage ของตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เป็นการยืนยันความสำเร็จของความร่วมมือระดับภูมิภาคความร่วมมือภายใต้ ASEANLinkage นี้จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อความสะดวกแก่นักลงทุนผ่านช่องทางการเชื่อมโยงที่ง่ายและประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งขนาดของเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินของอาเซียนทั้งกลุ่ม จะช่วยยกระดับและเพิ่มความสำคัญให้กับตลาดหลักทรัพย์อาเซียนโดยรวม นางแพง เผ โต่ง ตัม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์กล่าวว่าตั้งแต่โครงการ ASEAN Linkage เริ่มดำเนินงานมา 2 ปีที่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์มีส่วนร่วมพัฒนาการโครงการมาโดยตลอด และวันนี้ได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ เชื่อว่าความร่วมมือในกลุ่มอาเซียนครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะหล่อหลอมจุดเด่น และความหลากหลายในแต่ละตลาดหลักทรัพย์เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์อาเซียนให้แข็งแกร่งมากขึ้น นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยินดียิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์เข้าร่วมโครงการ ASEAN Linkage แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์และตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้ร่วมมือในระดับทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ซึ่งความร่วมมือในระดับภูมิภาคภายใต้กรอบ ASEAN Linkage นี้ จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กรไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เพื่อผลประโยชน์และพัฒนาการที่สำคัญร่วมกันต่อไป
คำถาม
1.ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน 5 ตลาด ได้อก่อะไรบ้าง
2.ตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 5 แห่ง ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ( MoU ) ณ กรุงเทพมหานคร เป็นความร่วม
มือในระดับภูมิภาค เพื่ออะไร
3.โครงการ ASEAN Linkage เริ่มดำเนินงานมาแล้วกี่ปี
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
กองทุนฟื้นฟูออกบอนด์ขายธปท.
จัดทำโดย น.ส. เบญจมาศ เงินลำยอง C2/2 ID 5001203029
นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่อรีไฟแนนซ์พันธบัตรเดิม ซึ่งเป็นพันธบัตรที่ออกชดเชยความเสียหายของกองทุน 1.4 ล้านล้านบาท จะจำหน่ายให้กับ ธปท.เพื่อนำเงินมาชำระให้กับผู้ถือพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนพ.ย.นี้ วงเงินประมาณ 43,000 ล้านบาทนางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ธปท. กล่าวว่า รูปแบบการออกพันธบัตรและวงเงินจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะก่อน เพื่อไม่ให้การออกพันธบัตรชุดนี้กระทบต่อแผนการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังในอนาคตนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สำหรับพันธบัตรที่กองทุนไม่ได้ออกขายให้ประชาชนถือเป็นการเปิดช่องให้รัฐสามารถออกพันธบัตรมาขายในตลาดได้อีก เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอีกมาก ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันสังคมก็ยังมีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง แต่รัฐต้องดูจังหวะเวลาการออกพันธบัตรให้ดี เพื่อไม่ให้ออกมาแข่งกันเองรายงานข่าวเปิดเผยว่า คาดว่าพันธบัตรที่จะออกมาอาจมีอายุ 3-4 ปี วงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่ครบกำหนดเวลาไถ่ถอนในอีก 2 ปีข้างหน้า และแผนการออกพันธบัตรต้องทันกับเวลาที่กองทุนต้องปิดตัวลงในปี "56
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่ออะไร
2.พันธบัตรที่จะออกมามีอายุกี่ปี
3.แผนการออกพันธบัตรจะปิดตัวลงในปีใด
นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่อรีไฟแนนซ์พันธบัตรเดิม ซึ่งเป็นพันธบัตรที่ออกชดเชยความเสียหายของกองทุน 1.4 ล้านล้านบาท จะจำหน่ายให้กับ ธปท.เพื่อนำเงินมาชำระให้กับผู้ถือพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนพ.ย.นี้ วงเงินประมาณ 43,000 ล้านบาทนางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ธปท. กล่าวว่า รูปแบบการออกพันธบัตรและวงเงินจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะก่อน เพื่อไม่ให้การออกพันธบัตรชุดนี้กระทบต่อแผนการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังในอนาคตนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สำหรับพันธบัตรที่กองทุนไม่ได้ออกขายให้ประชาชนถือเป็นการเปิดช่องให้รัฐสามารถออกพันธบัตรมาขายในตลาดได้อีก เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอีกมาก ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันสังคมก็ยังมีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง แต่รัฐต้องดูจังหวะเวลาการออกพันธบัตรให้ดี เพื่อไม่ให้ออกมาแข่งกันเองรายงานข่าวเปิดเผยว่า คาดว่าพันธบัตรที่จะออกมาอาจมีอายุ 3-4 ปี วงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่ครบกำหนดเวลาไถ่ถอนในอีก 2 ปีข้างหน้า และแผนการออกพันธบัตรต้องทันกับเวลาที่กองทุนต้องปิดตัวลงในปี "56
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.มีแผนออกพันธบัตร (บอนด์) เพื่ออะไร
2.พันธบัตรที่จะออกมามีอายุกี่ปี
3.แผนการออกพันธบัตรจะปิดตัวลงในปีใด
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
ศก.ไทยฟื้นตัวชัดเจน แบงก์ชาติยัน “จีดีพี” Q3 ติดลบแค่ 2.6%
จัดทำโดย น.ส เบญจมาศ เงินลำยอง ID.5001203029 C2/2
เผยสัญญาณ ศก.ไทย ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น มั่นใจ “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละ 2.6 แต่การฟื้นตัว ยังคงเปราะบาง โดยมีตัวเลขสะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชน-ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ยังอยู่ในระดับต่ำ
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม 2552 โดยระบุว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 2 โดยเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจทุกตัวปรับดีขึ้นทั้งหมด ทำให้การหดตัวของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลง โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2552 โดยจะติดลบประมาณร้อยละ 2.6 ถือว่าดีขึ้น หากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ติดลบร้อยละ 4.9 แต่หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2551 จีดีพีติดลบประมาณร้อยละ 4 ทั้งนี้ แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะมีการฟื้นตัวจริงหรือไม่ และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนโดยเฉพาะจากภาคเอกชนให้เริ่มการลงทุนได้ตามคาด เพราะขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนยังอยู่ในอัตราต่ำ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือน กรกฎาคม 2552 ที่อยู่ร้อยละ 61.6 และปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจยังคงหดตัว นางอมรา กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 45 จากเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 46.3 และยังคงต่ำกว่าระดับ 50 เนื่องจากนักธุรกิจมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ทำให้กำไรของสินค้าลดลง รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่กลับมาเป็นปัจจัยกดดันภาวะเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนถึงร้อยละ 49.2 มีความกังวลสถานการณ์การเมืองมากขึ้น
ที่มา: โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.เผย “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละเท่าไร
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่เท่าไร จากเดือนมิถุนายน
3.ปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจเป็นอย่างไร
เผยสัญญาณ ศก.ไทย ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น มั่นใจ “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละ 2.6 แต่การฟื้นตัว ยังคงเปราะบาง โดยมีตัวเลขสะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชน-ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ยังอยู่ในระดับต่ำ
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม 2552 โดยระบุว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 2 โดยเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจทุกตัวปรับดีขึ้นทั้งหมด ทำให้การหดตัวของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลง โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2552 โดยจะติดลบประมาณร้อยละ 2.6 ถือว่าดีขึ้น หากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ติดลบร้อยละ 4.9 แต่หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2551 จีดีพีติดลบประมาณร้อยละ 4 ทั้งนี้ แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะมีการฟื้นตัวจริงหรือไม่ และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนโดยเฉพาะจากภาคเอกชนให้เริ่มการลงทุนได้ตามคาด เพราะขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนยังอยู่ในอัตราต่ำ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือน กรกฎาคม 2552 ที่อยู่ร้อยละ 61.6 และปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจยังคงหดตัว นางอมรา กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 45 จากเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 46.3 และยังคงต่ำกว่าระดับ 50 เนื่องจากนักธุรกิจมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ทำให้กำไรของสินค้าลดลง รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่กลับมาเป็นปัจจัยกดดันภาวะเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนถึงร้อยละ 49.2 มีความกังวลสถานการณ์การเมืองมากขึ้น
ที่มา: โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1.ธปท.เผย “จีดีพี” ไตรมาส 3 ติดลบลดลง เหลือแค่ร้อยละเท่าไร
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่เท่าไร จากเดือนมิถุนายน
3.ปริมาณการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจเป็นอย่างไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
